เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินควรจะทำอย่างไร

26388 จำนวนผู้เข้าชม  |  รวมสาระน่ารู้ บทความ

บทความพิเศษ
สนับสนุนบทความโดย โรงพยาบาลสัตว์เอ็น.พี.

เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินควรจะทำอย่างไร
Your Guide to Dog Emergencies

     อุบัติเหตุทำให้เกิดกรณีฉุกเฉินเกิดได้ทุกวัน การเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับเหตุฉุกเฉินจะปลอดภัยกว่าไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อให้ท่านเจ้าของสัตว์สามารถรับมือกับเหตุฉุกเฉินเบื้องต้นได้ ก่อนจะพาสัตว์ไปพบสัตวแพทย์
 
เหตุฉุกเฉินเรียงตามลำดับอักษรในภาษาอังกฤษ
อักษร A – B

     Abrasion (แผลถลอก) เป็นบาดแผลที่ผิวหนังชั้นบนๆ เช่น รอยข่วนหรือเกา ให้ตัดขนรอบๆ แผลออก ล้างแผลด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ แล้วทาด้วยยาใส่แผลสด
     Abscess (ฝี) เป็นถุงหรือก้อนที่มีหนองอยู่ภายใน บางครั้งฝีอาจจะแตกและมีหนองไหลออกมา ถ้าแผลเล็กหรือฝีมีขนาดเล็กให้ล้างแผลด้วย ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ แล้วทาด้วยยาใส่แผลสด มักปล่อยให้ปากแผลเปิดไว้เพื่อให้หนองได้ไหลออก และควรระวังไม่ให้สัตว์แทะหรือเลียแผล ถ้าจำเป็นให้ใส่ปลอกคอกันเลีย
     ถ้าฝียังไม่แตกให้ประคบร้อนวันละ 3 – 4 ครั้งครั้งละประมาณ 5 – 10 นาที เพื่อให้เลือดมาเลี้ยงที่ฝีมากขึ้น เมื่อฝีสุกคือนิ่มลงแล้วให้พาไปหาสัตวเพทย์เพื่อเจาะเอาหนองออก บางรายอาจต้องให้ยานอนหลับ และให้ยาปฏิชีวนะกิน ถ้าสัตว์อ่อนเพลียและไม่ยอมกินอาหารให้รีบพาไปหาสัตวแพทย์
     Allergic reaction(แพ้)  อาการแพ้อาจมีอาการตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง เจ้าของสัตว์อาจไม่ทราบว่าสัตว์มีอาการแพ้จนกระทั่งอาการรุนแรง ให้ดูอาการขั้นต้นของอาการช๊อก เช่น  เหงือกซีด, หายใจเบาหรือหายใจลำบาก เป็นต้น ถ้าสัตว์มีอาการหายใจลำบากให้ช่วยการหายใจด้วยการผายปอด ถ้าพบเหล็กในให้เอาออก และระวังเรื่องการให้ยาแก้แพ้ ทางที่ดีให้รีบนำส่งสัตวแพทย์
     Animal attack or Bite wounds  (แผลถูกทำร้ายหรือถูกกัด)  ให้ขลิบขนบริเวณแผลออกแล้วทำความสะอาดด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และใส่ยาฆ่าเชื้อเพื่อช่วยลดการติดเชื้อลง  แผลที่ถูกกัดมักเจ็บปวดสัตว์อาจทำร้ายเจ้าของเพราะความเจ็บหรือความกลัวขณะทำแผล   ทางที่ดีควรใส่ตะกร้อปากหรือมัดปากสัตว์ก่อนการทำแผล  ทางที่ดีควรนำส่งสัตวแพทย์เพราะบาดแผลภายนอกบางครั้งอาจดูเล็กแต่ถ้าทะลุเข้าช่องท้องหรือช่องอกจะเป็นอันตรายอย่างมาก
 Bleeding (เลือดออกมาก) ถ้าสัตว์ของท่านมีเลือดออกมากให้กดแผลเพื่อห้ามเลือด  โดยใช้ผ้าสะอาด ให้ยกส่วนที่มีบาดแผลขึ้นสูงเพื่อลดการไหลของเลือด พันแผลด้วยผ้าสะอาดและใช้ปลาสเตอร์พันไว้แล้วรีบนำส่งสัตวแพทย์ 
     Bloat (กระเพาะพลิกหรือท้องอืดมาก) สัตว์จะกระวนกระวาย อาเจียน และช่องท้องจะบวมมากบริเวณที่กระเพาะอยู่เนื่องจากแก๊ส กรณีนี้เป็นกรณีที่ฉุกเฉินมาก ให้รีบนำส่งสัตวแพทย์ด่วนที่สุด  เนื่องจากต้องทำการผ่าตัดอย่างเร่งด่วนเพื่อลดแก๊สและแก้ไขกระเพาะที่พลิก  ถ้าช้าเกินไปสัตว์จะตาย
     Blood in stool (ถ่ายมีเลือดปน)   การถ่ายมีเลือดปนมากับอุจจาระปริมาณเล็กน้อยถือเป็นเรื่องปกติสำหรับสัตว์เลี้ยง  กรณีอย่างนี้ไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน  ให้ดูว่าสัตว์มีอาการเหงือกซีดหรือไม่หรือมีอาการผิดปกติอย่างอื่นหรือไม่  เช่น  กินอาหารได้หรือเปล่า,  มีอาเจียน,  มีอาการเลือดออกบริเวณอื่นหรือไม่ 
     Blood in the Urine  (ปัสสาวะมีเลือด)  ถ้าพบเลือดปนมากับปัสสาวะให้รีบพาสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์  และเจ้าของควรสังเกตด้วยว่าสัตว์มีอาการปวดเบ่งปัสสาวะบ่อยหรือไม่ หรือมีอาการเจ็บปวดเวลาปัสสาวะ ถ้าเป็นไปได้ควรเก็บตัว อย่างปัสสาวะไปให้สัตวแพทย์ดู  และควรดูว่าสัตว์ได้รับสารพิษบางอย่างไปด้วยหรือไม่  เช่น  ยาเบื่อหนู
     Blood sugar problem (น้ำตาลในเลือดผิดปกติ)  ให้ดูว่าสุนัขเบื่ออาหารหรือเพลียหรือไม่  ถ้าน้ำตาลในเลือดต่ำสัตว์จะเดินเซหรือไม่มีแรงเดิน, อ่อนเพลีย, ชัก ถ้าเห็นอาการเช่นนี้ให้รีบป้อนอาหารหรือกลูโคสให้สัตว์ แล้วรีบนำส่งสัตว แพทย์  อาการน้ำตาลในเลือดต่ำมักเกิดกับลูกสุนัขพันธุ์เล็กอายุน้อยกว่า  6  เดือน  และสุนัขที่เป็นเบาหวานแล้วได้รับอินซูลินเกินขนาด
     Bruises (ห้องเลือด)  มักเกิดเนื่องจากอุบัติเหตุ  ถ้าเป็นไม่มากให้ใช้วิธีประคบเย็นบริเวณที่ห้อเลือดประมาณ  5 – 10  นาทีทุก  6 – 8  ชั่วโมง 
     Burns from Chemicals (การระคายเคืองจากสารเคมี)  ถ้าเห็นว่าสัตว์เลี้ยงกินสารเคมีให้รีบล้างปากด้วยน้ำ  เพื่อเจือจางสารเคมีที่สัตว์กินเข้าไปซึ่งจะช่วยลดอาการระคายเคือง แต่อย่าพยายามให้สัตว์อาเจียนออก แล้วรีบนำส่งสัตว แพทย์
     Burns from Heat  (ถูกของร้อนลวก)  ถ้าเป็นเพียงจุดเล็กๆ ให้ใช้น้ำราด  แล้วทาด้วยยาปฏิชีวนะเพื่อให้แผลหายเร็ว การโดนของร้อนลวกทุกชนิดให้ใช้น้ำราดหรือปล่อยน้ำก๊อกให้ไหลผ่านบริเวณที่ถูกลวกเพื่อลดอุณหภูมิบริเวณนั้นลง  ไม่ควรใช้น้ำแข็งหรือแผ่นประคบเย็น  หรือยาสีฟันหรือสิ่งอื่น ๆ นอกจากน้ำ

อักษร C
      Can’t Walk or Get Up  (เดินไม่ได้หรือลุกไม่ได้)  ถ้าสัตว์เลี้ยงอ่อนเพลียหรือเดินเซ  ให้สังเกตอาการสัตว์แล้วรีบส่งสัตวแพทย์  อธิบายสิ่งที่เห็นให้สัตวแพทย์ฟัง  ถ้าสัตว์ลุกเองไม่ได้ต้องระวังในการเคลื่อนย้ายเพราะอาจจะเจ็บและกัดเจ้าของได้จากความกลัว  ควรมัดปาดสัตว์ไว้ก่อน
     Car Sickness  (เมารถ)  ไม่ว่าสุนัขหรือแมวสามารถที่จะมีอาการเมารถได้  ยาที่ใช้ป้องกันอาการเมารถมีหลายตัว  เช่น  Diphenhydramine,  Meclizine,  และ  Dimenhydrinate  จะช่วยลดอาการคลื่นไส้  ขนาดที่ใช้ในการป้องกันอาการเมารถของ  Diphenhydramine  คือ  2.2  มก./กก.  โดยให้ทุก  8 – 12  ชั่วโมง
    Carbon Monoxide  (คาร์บอนมอน๊อกไซด์) เป็นก๊าซที่ไม่มีสีไม่มีกลิ่น  และทำให้ถึงตายได้  คาร์บอนมอน๊อกไซด์จะไปจับกับฮีโมโกลบินในเลือด  ทำให้ออกซิเจนไม่สามารถไปจับกับฮีโมโกลบินได้  ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน  อวัยวะสำคัญในร่างกาย  เช่น  สมอง  หัวใจ  ขาดออกซิเจน  วิธีที่ดีที่สุดคือให้สัตว์ได้รับอากาศบริสุทธิ์ทันที  ถ้าหายใจลำบากให้ผายปอดแล้วรีบนำส่งสัตวแพทย์
   Chest Trauma  (อุบัติเหตุที่อก)  ช่องอกมีอวัยวะที่สำคัญ  กระดูกซี่โครงทำหน้าที่ในการป้องกันอันตรายให้กับหัวใจและปอด  ให้ตรวจดูการหายใจของสัตว์  ถ้าสัตว์ยังหายใจได้ให้ปลอบสัตว์ให้สงบลงแล้วรีบนำส่งสัตวแพทย์  ถ้ามีบาดแผลโดยเฉพาะในกรณีที่มีอากาศรั่วออกจากปอดให้ปิดบาดแผลด้วยผ้าสะอาดหรือใช้แผ่นพลาสติกห่ออาหารพันไว้
   Collapse  (หมดสติ)  ถ้าสัตว์เลี้ยงของท่านหมดสติอย่าเพิ่งตกใจจนทำอะไรไม่ถูก  ให้สังเกตอาการแล้วรีบนำสัตว์เลี้ยงส่งไปให้สัตวแพทย์ที่ใกล้ที่สุดทันที  ไม่ควรทำการผายปอดด้วยตัวเองเพราะอาจทำให้อวัยวะภายในได้รับอันตราย  ต้องสำรวจว่าสัตว์เลี้ยงหมดสติมานานเท่าใด  หัวใจยังเต้นอยู่หรือไม่  ถ้ายังไม่หมดสติดีให้ดูว่าสัตว์ดุร้ายขึ้นหรือไม่และควรระมัดระวังการกัดระหว่างการเคลื่อนย้าย 
   ข้อควรระวังในสัตว์ที่หมดสติ สัตว์หมดสติหรือกำลังจะหมดสติอาจจะกำลังสับสน,  หลายตัวดุร้ายขึ้นระหว่างกำลังหมดสติหรือระหว่างกำลังฟื้นตัว  ซึ่งมักทำร้ายโดยเฉพาะกับคนที่ไม่คุ้นเคย  ซึ่งสัตวแพทย์ต้องตรวจเพื่อหาสาเหตุและป้องกันการเกิดซ้ำอีก  บางทีการหมดสติมีสาเหตุชัดเจน  เช่น  ถูกปลอกคอรัดแน่นเกินไปหรือมีของเล่น  เช่น  ลูกบอลไปอุดทางเดินหายใจ  สัตว์หมดสติระหว่างการออกกำลังหนัก ๆ หรือเล่นตามปกติแล้วจึงหมดสติ  มีอาการหมดสติครั้งหลังสุดเมื่อไร  กินระยะเวลานานเท่าใด  หมดสติโดยสมบูรณ์หรือไม่  พฤติกรรมภายหลังการหมดสติเป็นอย่างไร  ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยในการวินิจฉัยของสัตวแพทย์ได้มาก
   Coma  (โคม่า)  สัตว์จะหมดสติโดยสมบูรณ์  ให้สัตว์นอนตะแคงและระวังอย่าให้เป็นอันตรายจากสิ่งรอบข้าง  ถ้าสงสัยว่าโคม่าเนื่องจากอุบัติเหตุ  การเคลื่อนย้ายสัตว์ต้องทำอย่างระมัดระวัง  โดยให้สัตว์นอนบนแผ่นกระดานแล้วห่อตัวด้วยผ้าห่มผืนโตๆ ให้แน่นพอสมควรก่อนการเคลื่อนย้ายสัตว์  ระวังอย่ารัดบริเวณหน้าอกให้แน่นมากเกินไป  และดูให้  ศีรษะ,  กระดูกสันหลัง,  และคอ  สัตว์ไม่เคลื่อนไหวมากเพราะอาจมีการบาดเจ็บมากขึ้น  ถ้าสงสัยว่าเกิดจากสารพิษ  ให้นำภาชนะบรรจุสารพิษไปด้วยถ้ามี
   Constipation  (ท้องผูก)  ถ้าสัตว์เลี้ยงของท่านถ่ายแข็งมาก  แต่ยังเล่นและกินอาหารได้ปกติ  ให้เพิ่มอาหารที่มีกากใยมาก ๆ ลงไปในอาหาร  เช่น  ผักต่าง ๆ หรือฟักทองต้ม  ให้สัตว์ออกกำลังกายมากขึ้นและจัดเตรียมน้ำสะอาดไว้ให้สัตว์ดื่มอย่างเพียงพอ  ถ้าเป็นแมวอาจต้องให้ยาระบายสำหรับสัตว์  หรือเติมน้ำมันพืชลงในอาหารเล็กน้อย  ถ้าสัตว์เลี้ยงท้องผูกมากจนไม่กินอาหาร,  อ่อนเพลีย,  ขาดน้ำ,  ปวดเบ่งอุจจาระบ่อย ๆ ให้รีบพาไปพบสัตวแพทย์  เนื่องจากสัตว์ต้องได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ  สวนอุจจาระเพื่อเอาอุจจาระที่แข็งออก  ซึ่งอาจต้องทำการวางยาสลบสัตว์ถ้าจำเป็น  ไม่ควรหายามาสวนอุจจาระเองเนื่องจากยาบางตัวเป็นพิษกับสัตว์เลี้ยงของท่าน
    Coughing  (ไอ)  ถ้าสัตว์มีอาการไอ  ไม่ควรให้ออกกำลังกายหรือทำให้เกิดความเครียด  ให้พักในห้องที่อากาศถ่ายเทได้ดี  ห้ามเป่าพัดลมโดยเด็ดขาดเพราะจะทำให้อาการไอมากขึ้น  ให้พาสัตว์ไปหาสัตว์แพทย์เพื่อทำการรักษา  ไม่ควรให้ยาเอง
   Covered in Paint, Glue or Oil  (เปื้อนสี,  กาว,  หรือ น้ำมัน)  ถ้าเปื้อนสี  หรือ  น้ำมัน  มักล้างออกได้ด้วยแชมพูหรือน้ำยาล้างจานอ่อนๆ ถ้าล้างไม่ออกหลังจากพยายามแล้วให้ส่งไปให้ช่างตัดขนจัดการไถขนทิ้งให้หมด  ลูกสัตว์มักไปเดินเล่นบนกาว  หรือ  กาวที่เรียกว่า  Super glue  ซึ่งส่วนประกอบของมันมีไซยาไนด์อยู่ด้วย  แต่โชคดีที่ไซยาไนด์ในกาวเสื่อมสภาพเมื่อถูกน้ำลาย  แต่ถ้ากาวแห้งแล้วน้ำลายก็ไม่สามารถละลายกาวได้

อักษร  D – E
    Diarrhea  (ท้องเดิน) สุนัขหลาย ๆ ตัวไม่สนใจว่ากินอะไรเข้าไป บางตัวจึงท้องเสียบ่อย ๆ เมื่อสัตว์ท้องเดินให้เตรียมน้ำเกลือแร่ให้สัตว์ดื่มเพื่อป้องกันการขาดน้ำและการสูญเสียเกลือแร่จากการท้องเดิน  กำจัดสิ่งที่จะทำให้สัตว์ท้องเดิน  เช่น  ขยะ,  เศษอาหารที่เหลือ  ฯลฯ  จำกัดอาหารหรืองดอาหารจนกว่าสัตว์จะหายท้องเสีย  ควรให้อาหารอ่อน ๆ จนกว่าจะหายท้องเสีย  และให้อาหารทีละน้อยแต่บ่อยขึ้นเพื่อไม่ให้ทางเดินอาหารทำงานหนัก  สังเกตอาการว่าสัตว์มีอาการถ่ายเป็นเลือดหรือไม่  มีอาการเบื่ออาหารและอ่อนเพลียหรือไม่  หรือมีอาการแย่ลงและมีอาเจียนมากให้รีบนำส่งสัตวแพทย์
   Difficulty Breathing  (หายใจลำบาก)  ถ้าเกิดอาการหายใจลำบากให้รีบนำส่งสัตวแพทย์เพราะเป็นอาการที่ต้องรักษาแบบฉุกเฉิน  ให้สัตว์อยู่ในที่เย็นและเงียบเพื่อไม่ให้เครียด  มีอาการไอ,  เหนื่อย,  เบื่ออาหาร  ฯลฯ  หรือไม่  และนำยาที่สัตว์กินก่อนมีอาการไปให้สัตวแพทย์ดูด้วย
   Dog fight  (สุนัขต่อสู้กัน)  สัตว์ที่ชอบออกไปเที่ยวนอกบ้าน  โอกาสที่จะมีการต่อสู้กันมีสูงเป็นผลให้ได้รับบาดเจ็บ  ให้ตรวจดูแผลและประเมินอันตรายจากบาดแผล  ถ้ามีเลือดออกมากให้กดบาดแผลเพื่อห้ามเลือด  อย่าขันชะเนาะหรือใช้หนังยางรัดเพื่อห้ามเลือด  ล้างแผลด้วยไฮโดรเจนเปอร์อ๊อกไซด์  แล้วใส่แผลด้วยยาใส่บาดแผลสด  เช่น  โพวิโดนไอโอดีน,  คลอเฮกซิดีน  เพื่อลดการติดเชื้อ  และควรพาไปให้สัตวแพทย์ตรวจบาดแผล  เพราะบางครั้งบาดแผลดูภายนอกไม่น่าอันตรายแต่ภายในมีการติดเชื้อและเนื้อเยื่อเสียหายรุนแรง
   Dog Falling Out of Cars and Trucks  (ตกจากรถ)  การนำสัตว์เลี้ยงใส่ท้ายรถกระบะไปโดยไม่มีการใส่สายจูงและไม่มีคนนั่งอยู่ด้วยไม่ใช่ความคิดที่ดีเลยครับ เพราะถึงแม้สัตว์เลี้ยงของคุณจะไม่เคยโดดลงจากรถเลยตลอดระยะ     เว ลา หลายปีที่คุณทำเช่นนี้มา  แต่ไม่ได้หมายความว่าสัตว์ของคุณจะไม่โดดลงจากรถ  เกิดวันหนึ่งสัตว์เลี้ยง  เช่น  สุนัขของคุณไปเจอแมวคู่อริเข้า  หรือ  เจอกับสุนัขอื่นที่ไม่ถูกชะตากัน  สุนัขจะไม่ลังเลที่จะโดดลงจากรถเพื่อตามล่า  ไม่ว่าจะจากท้ายรถกระบะหรือหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้กว้างพอที่จะลอดออกไปได้ หรือบางครั้งคุณเบรกรถแรงไปหรือเลี้ยวแรงไปจนสัตว์ เลี้ยงของคุณตกจากรถ  แน่นอนว่าย่อมต้องมีการบาดเจ็บตามมา  ถ้าเจอเหตุการณ์เช่นนี้ให้คุณปลอบให้สัตว์เลี้ยงของคุณสงบลง  สังเกตอาการหายใจและอย่าให้สัตว์เคลื่อนไหว  ถ้ามีบาดแผลให้ใช้ผ้าสะอาดปิดบาดแผลไว้   แต่ต้องระวังสัตว์สัตว์กัดด้วยเพราะความตกใจกลัวหรือเจ็บ  ควรใส่ตะกร้อหรือหาเชือกมัดปากไว้ก่อน  แล้วพาไปให้สัตวแพทย์ตรวจ
    Drooling  (น้ำลายยืด)  มักเป็นแบบปัจจุบันคือเป็นทันที  ให้สังเกตว่ามีสิ่งแปลกปลอมในปากหรือไม่,  กินสารเคมี,  มีก้อนเนื้อ  หรือ  มีบาดเจ็บที่ปาก  เจ้าของควรระวังไม่ควรเอามือเข้าปากสัตว์เพราะอาจจะถูกกัด  ให้ล้างปากด้วยน้ำสะอาดเพื่อล้างเอาสารเคมีหรือพืชพิษออกจากปาก  เพราะสิ่งเหล่านี้อาจขมหรือระคายเคืองทำให้มีน้ำลายยืดโดยเฉพาะกับแมว  และสังเกตพฤติกรรมสัตว์  ถ้าไม่มีอาการอาเจียนให้สัตว์กินน้ำ  แล้วสังเกตดูอาการถ้ากลับเป็นปกติในเวลา  1 – 2  ชั่วโมงก็อาจไม่ต้องส่งสัตวแพทย์  แต่ถ้ากินสารแปลกปลอมเข้าไปให้ดูข้างภาชนะที่ใส่สารนั้นว่ามีวิธีแก้หรือไม่
    Drowning or Near Drowning  (จมน้ำหรือตกน้ำ)  สุนัขไม่ใช่ว่าจะว่ายน้ำได้ทุกตัว  สระน้ำ,  บ่อ,  หรือ  แม่น้ำลำคลอง  เป็นที่อันตราย  ถ้าพบสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงของท่านตกน้ำให้รีบนำขึ้นจากน้ำ  ถ้าสัตว์หมดสติต้องทำการผายปอดตามขั้นตอน  พยายามให้ทางเดินหายใจโล่งปราศจากสิ่งแปลกปลอมและน้ำ  โดยยกสัตว์ให้ห้อยหัวลงเพื่อให้น้ำไหลออกทางปากและจมูก  เมื่อแน่ใจว่าไม่มีน้ำหรือของเหลวแล้วให้วางสัตว์นอนตะแคง  ถ้าไม่หายใจให้ช่วยด้วยการผายปอดโดยกดบริเวณหน้าอกเป็นจังหวะ  ถ้าไม่แน่ใจว่าหัวใจหยุดเต้นหรือไม่ให้รีบนำส่งสัตวแพทย์
   Dystocia  (คลอดยาก)  การทำคลอดสัตว์ทั้งสัตว์และเจ้าของจะเกิดความเครียด  ถ้าสัตว์เกิดอาการคลอดยากต้องรีบนำส่งสัตวแพทย์ทันที  ถ้าลูกสัตว์คาอยู่ที่ช่องคลอดให้ช่วยดึงอย่างนุ่มนวลเพื่อให้ลูกออกจากช่องคลอด  และขอคำปรึกษาจากสัตวแพทย์ของท่าน  เจ้าของต้องสังเกตสิ่งต่อไปนี้เพื่ออธิบายกับสัตวแพทย์
 สุนัขตั้งท้องนานเกิน  70  วัน  หรือ  สัตว์ที่เบ่งแล้วหรือทำรังเตรียมคลอดหรืออุณหภูมิต่ำกว่าปกติไปแล้วเกิน  24  ชั่วโมง  โดยไม่มีลูกสัตว์ออกมา  บางตัวอาจมีอาการอาเจียน  ให้รีบส่งสัตวแพทย์  เจ้าของสัตว์ส่วนมากจะไม่ค่อยสนใจวันที่สัตว์ผสมพันธุ์กัน  ทำให้ไม่ทราบกำหนดตั้งท้องที่แน่นอน  วิธีที่ดีคือเมื่อทราบว่าสัตว์ผสมให้จดไว้ที่ปฏิทิน
 มีอาการเบ่งอย่างแรงและสม่ำเสมอแล้วมาเป็นเวลาประมาณ  1  ชั่วโมงแต่ไม่คลอด  หรือช่วงระยะเวลาห่างของการคลอดลูกแต่ละตัวเกิน  4  ชั่วโมง  ให้รีบส่งสัตวแพทย์
     เมือกที่ออกมาทางช่องคลอดมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ  หรือ  แม่สัตว์มีอาการอาเจียนและอ่อนเพลีย มีน้ำข้นสีเขียวเข้มออกมาทางช่องคลอด  แสดงว่ามีการลอกหลุดของรก  ต้องรีบนำส่งสัตวแพทย์เพื่อทำการผ่าตัดคลอด
      Ear Discharge  (ขี้หูแฉะหรือมีน้ำเหลืองออกจากหู)  ปกติหูจะมีขี้หูมัน ๆ ออกมาบ้าง  แต่ถ้าออกมามากและมีสีผิดไปจากปกติ  หรือ  มีกลิ่นเหม็น  ต้องส่งสัตวแพทย์เพื่อทำการรักษา  ซึ่งเจ้าของอาจต้องทำการล้างหูอย่างสม่ำเสมอเพื่อการป้องกันและรักษาอาการหูอักเสบ  และเจ้าของสัตว์ไม่ควรใช้ค๊อตต้อนบัดหรือสำลีพันปลายไม้เช็ดหูเอง  ถ้าไม่มีน้ำยาล้างหูให้ใช้น้ำส้มสายชู  1  ส่วนผสมกับน้ำ  9  ส่วนเพื่อล้างหูและเช็ดออกด้วยสำลีก้อน  สารละลายตามที่กล่าวไม่ควรใช้เป็นประจำเพราะจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองที่ช่องหู
     Eye Problem or Injury  (อุบัติเหติที่ตา)  ปกติอุบัติเหตุที่ตาพบได้น้อย  ส่วนมากจะเกิดเนื่องจากสัตว์เกาหรือเอาตาไปถูเอง  เนื่องจากมีการระคายเคืองหรือเจ็บตา  การเกาหรือถูตาของสัตว์ทำให้อาการที่ตาเป็นมากขึ้น  ต้องรีบส่งให้สัตวแพทย์ตรวจโดยด่วนอย่าพยายามรักษาเอง  ขั้นต้นต้องพยายามไม่ให้สัตว์ถูหรือเกาตาก่อนที่จะพาไปพบสัตวแพทย์  ให้ล้างตาด้วยน้ำกลั่นสะอาดหรือน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว  ในกรณีที่สงสัยว่าโดนสารเคมีหรือมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา  ถ้าตาหลุดออกนอกเบ้าให้ล้างด้วยน้ำกลั่นหรือน้ำต้มสุกเย็นแล้ว  จากนั้นจึงใช้ผ้าสะอาดที่นุ่มมาก ๆ หรือผ้าก๊อซที่ชุ่มด้วยยาหยอดหรือยาป้ายตาที่ไม่มีสเตียรอยด์ปิดลูกตาไว้  แล้วรีบนำส่งสัตวแพทย์เพื่อทำการผ่าตัด
    Electrical Shock  (ไฟฟ้าดูด)    ลูกสัตว์ที่อยากรู้อยากเห็นจะเที่ยวกัดแทะไปทั่ว  บ้านเราที่ใช้ไฟ  220  โวลท์ค่อนข้างอันตรายมาก  ถ้าลูกสุนัขไปกัดสายไฟที่มีกระแสไฟอยู่  โดยเฉพาะไปยุ่งกับบริเวณเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีไฟแรงสูง  วิธีป้องกันที่ดีคือถอดปลั๊กไฟทุกครั้งที่เลิกใช้งาน  ถ้าพบว่าสัตว์เลี้ยงของท่านถูกไฟฟ้าดูด  ให้รีบสับสวิทช์ไฟเพื่อตัดไฟเสียก่อนที่จะดึงตัวสุนัขออกจากสายไฟ  แล้วรีบนำส่งสัตวแพทย์  ถ้ามีบาดแผลไฟลวกสัตวแพทย์ของท่านจะจ่ายยาทาเพื่อกันการติดเชื้อมาให้  แต่ถ้าเกิดมีการสะสมของของเหลวในปอดสัตว์ต้องได้รับยาขับน้ำ  ซึ่งบางรายอาจไม่จำเป็นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการถูกไฟฟ้าดูด  บางรายที่เกิดอาการช๊อกอาจต้องให้สารน้ำทางเส้นเลือดและให้ออกซิเจน

อักษร F
     Facial Swelling  (หน้าบวม)   ส่วนมากอาการหน้าบวมมักเกิดเนื่องจากแพ้บางอย่าง  เช่น  แพ้วัคซีน,  แพ้ยา,  หรือแพ้สิ่งมีพิษ  เช่น  แมลงหรือพืชพิษ  ในแมวอาการหน้าบวมที่พบบ่อยเกิดเนื่องจากเจ้าของให้ยาแก้ไข้ประเภทพาราเซตามอล  ซึ่งเป็นพิษกับตับแมวและเป็นสาเหตุการตายในแมวมาก  ถ้าอาการแพ้ไม่มากอาการจะหายไปเอง  ในรายที่แพ้จนเกิดอาการช๊อกต้องทำการช่วยชีวิต  ถ้าถูกแมลงมีพิษต่อยต้องรีบเอาเหล็กไนออก  ถ้าแพ้ไม่มากก็ให้กินยาแก้แพ้ได้  แต่ในแมวที่กินยาพาราเซตามอลเข้าไปให้รีบส่งสัตวแพทย์เพื่อทำการรักษา
     Fan Belt Injuries  (อุบัติเหตุจากสายพานพัดลมรถ)  ในช่วงที่อากาศเย็นมาก ๆ หรือทางตอนบนของประเทศที่มีอากาศเย็นมาก ๆ  แมวมักชอบเข้าไปนอนในห้องเครื่องรถยนต์เพื่อความอบอุ่น  ช่วงหน้าหนาวท่านควรเปิดฝากระโปรงรถเพื่อดูว่าแมวของท่านไม่ได้เข้าไปนอนหลับอย่างสบายในนั้นก่อนที่จะทำการสตาร์ทเครื่องยนต์  แต่ถ้าเกิดลืมแล้วสงสัยว่ามีแมวในห้องเครื่องให้รีบดับเครื่องทันที  รีบนำแมวออกจากห้องเครื่องแล้วพยายามปลอบแมวให้หายตกใจ  ระวังแมวกัดด้วยนะครับ  ส่วนมากแล้วแมวมักจะถูกสายพานปั่นจนหนังหลุด  ให้ห่อตัวแมวด้วยผ้าสะอาดแล้วรีบนำส่งสัตวแพทย์ทันที
     Fever  (มีไข้)    อุณหภูมิปกติของสัตว์จะอยู่ราว  100.5 – 102.5  องศาฟาเรนไฮต์   การสัมผัสตามท้องหรือหัวของสัตว์แล้วสรุปว่าสัตว์มีไข้ไม่ถูกต้อง  ต้องวัดทางทวารหนักเท่านั้น  ในรายที่ไข้ต่ำกว่า  104.5  องศาฟาเรนไฮต์  ให้สังเกตดูอาการว่าสัตว์ไข้ลดเองหรือไม่  ดูว่าสัตว์เลี้ยงของท่านกินอาหารและดื่มน้ำเป็นปกติหรือเปล่า  วัดอุณหภูมิอย่างน้อยวันละ  2  ครั้ง  ถ้าอุณหภูมิสูงกว่า  104.5  องศาฟาเรนไฮต์ให้รีบพาสัตว์ไปพบสัตวแพทย์  รวมทั้งสังเกตว่าสัตว์เลี้ยงมีอาการอื่น  เช่น  ฝี,  มีก้อนผิดปกติตามตัวหรือไม่,  ปัสสาวะมีเลือดปนหรือปวดเบ่งปัสสาวะบ่อย,  จามหรือหายใจลำบาก  ฯลฯ  รวมทั้งสังเกตว่ากินอาหารและดื่มน้ำตามปกติหรือไม่เพื่อจะได้บอกอาการกับสัตวแพทย์ได้ถูกต้อง
     Fish Hook Injuries  (เบ็ดเกี่ยวปาก)  ถ้าสัตว์เลี้ยงกินเบ็ดเข้าไปให้รีบนำส่งสัตวแพทย์เพื่อเอาเบ็ดออก  ถ้ากลืนลงท้องไปแล้วอย่าดึงสายเบ็ดที่ติดอยู่กับตัวเบ็ดออกเองเพราะอันตรายมาก  ต้องผ่าตัดเอาออกเท่านั้น  ถ้าเบ็ดเกี่ยวอยู่กับผิวหนังภายนอกท่านอาจจะเอาออกเองได้  โดยดันปลายเบ็ดให้ผ่านผิวหนังออกมาอย่าใช้วิธีดึงเบ็ดออก  จากนั้นตัดส่วนโคนเบ็ดที่เป็นที่ร้อยสายเบ็ดออกแล้วจึงดึงเบ็ดออก  แล้วใส่ยาบาดแผลสด  ถ้าเบ็ดเป็นสนิมให้รีบพาไปพบสัตวแพทย์พร้อมกับเบ็ดที่ดึงออกแล้ว
   Fleas  (หมัดกัด)  หมัดกัดไม่ใช่กรณีฉุกเฉิน  ส่วนมากหมัดจะทำให้เกิดอาการแพ้,  เป็นตัวนำพยาธิ์ตัวตืด  และอาจทำให้โลหิตจาง  ถ้ามีหมัดมาก ๆ ให้ปรึกษาสัตวแพทย์  การกำจัดหมัดค่อนข้างยากและค่าใช้จ่ายแพงเนื่องจากยาแพง 
   Flea Product Toxicity  (อาการพิษจากยากำจัดหมัด)  ยาทารักษาหมัดเป็นยาที่ค่อนข้างได้ผลดีซึ่งมักเป็นยาสำหรับสุนัข เจ้าของสัตว์มักเข้าใจผิดว่าใช้ในแมวได้ด้วยเป็นผลให้เกิดอาการพิษจากยาที่รุนแรง เช่น ยาในกลุ่ม  Perm ethrin หรือ  Pyrethrin  ในขนาดที่สูงเป็นพิษกับแมว  อาการเป็นพิษจะเร็วค่อนข้างมากทันที่ที่ได้รับยาแมวจะแสดงอาการ  น้ำลายยืด,  กล้ามเนื้อสั่นหรือกระตุก,  ในรายที่เป็นรุนแรงอาจมีอาการชัก  ถ้าแมวมีอาการเช่นนี้ภายหลังการใช้ยากลุ่ม Permethrin  หรือ  Pyrethrin  ให้ล้างตัวแมวด้วยสบู่หรือแชมพูอ่อน ๆ เพื่อเอายาออก  และลดการดูดซึมของยา  ห้ามใช้แชมพูฆ่าเห็บหมัดในการล้างตัวเด็ดขาด รวมทั้งห้ามใช้น้ำอุ่นอาบเนื่องจากเส้นเลือดจะขยายและทำให้ยาถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดมากขึ้น  จากนั้นรีบนำส่งสัตวแพทย์  ซึ่งแมวจะต้องได้รับสารน้ำและยาคลายกล้ามเนื้อ  กรณีเช่นนี้แมวต้องอยู่โรงพยาบาล
   Fly Strike  (แมลงกัดต่อย)   สัตว์เลี้ยงที่อยู่นอกบ้านอาจพบกับแมลงที่มีพิษ  แมลงเป็นสิ่งที่ก่อความรำคาญให้สัตว์มากที่สุด  โดยเฉพาะที่ขอบของใบหู  การโดนแมลงกัดมาก ๆ จะทำให้เกิดแผลและมีเลือดออกที่ขอบของใบหู  ให้ล้างบริเวณที่แมลงกัดด้วยไฮโดรเจนเปอร์อ๊อกไซด์แล้วทาด้วยยาใส่แผลสด  เจ้าของอาจต้องทายากันแมลงให้สัตว์เลี้ยง  แต่ถ้าใบหูมีอาการอักเสบมากให้พาไปหาสัตวแพทย์
   Foreign Bodies  (สิ่งแปลกปลอม)  สิ่งแปลกปลอมคือสิ่งที่ไม่ใช่อาหารที่สัตว์กินเข้าไป  ซึ่งอาจไปอุดตันทางเดินอาหารทำให้สัตว์ป่วย  สัตว์ที่กินสิ่งแปลกปลอมเข้าไปมักมีอาการที่ทางเดินอาหาร  ถ้าเห็นสัตว์กินสิ่งแปลกปลอมเข้าไปให้พยายามทำให้อาเจียนแล้วพาส่งสัตวแพทย์ แต่ต้องดูด้วยว่าการทำให้อาเจียนแล้วเป็นอันตรายหรือไม่  ถ้าสัตว์ไม่กินอาหาร,  น้ำลายยืด,  มีอาการอาเจียน  และมีอาการผิดปกติของทางเดินอาหารให้รีบนำส่งสัตวแพทย์  บางครั้งอาจพบว่าสัตว์กินสิ่งแปลก ๆ เข้าไป  เช่น  หิน,  ขดลวด,  ตะปูตอกแถบรัดสายไฟ  แล้วเห็นโผล่ออกมาทางก้น  อย่าพยายามดึงออกให้ปรึกษาสัตวแพทย์ก่อน
   Fractures  (กระดูกหัก)  กระดูกหักมักเกิดเนื่องจากอุบัติเหตุ  เช่น  รถชน,  ตกจากที่สูง,  ขาขัดกับลวดกรง  หรือถูกเตะ  ถ้าพบสัตว์เลี้ยงกระดูกหักให้พยายามให้สัตว์เลี้ยงสงบ,  จำกัดการเคลื่อนไหว   ถ้ามีบาดแผลให้ใช้ผ้าสะอาดพันปิดไว้  สัตว์ที่กระดูกหักมักเจ็บปวดมากควรระวังการกัดจากสัตว์เลี้ยงด้วย  โดยผูกปากหรือใส่ขลุมปากก่อน  และเคลื่อนย้ายสัตว์ด้วยความระมัดระวัง  โดยให้สัตว์อยู่ในท่าเหยียดขา

อักษร  F – K
   Gunshot Wound  (แผลจากการถูกยิง)  ถ้าท่านพบว่าสัตว์เลี้ยงถูกยิงให้ปลอบสัตว์ให้สงบลง ตรวจดูว่ามีอาการหายใจลำบากหรือไม่, มีเลือดออกมาจากบาดแผลมาก ๆ หรือไม่  หรือมีบาดแผลอื่นๆ หรือไม่  ให้พันปิดแผลด้วยผ้าสะอาด  ถ้าเลือดออกมาให้พยายามห้ามเลือด  แล้วรีบนำส่งสัตวแพทย์
    Head Trauma  (อุบัติเหตุที่หัว)  เป็นอุบัติเหตุที่รุนแรงและถึงตาย  เป็นกรณีที่ฉุกเฉินมาก  ให้รีบพาสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์ทันทีที่พบอุบัติเหตุบริเวณหัว  ถึงแม้สัตว์เลี้ยงจะไม่แสดงอาการผิดปกติแต่อาจเป็นอันตรายร้ายแรง  ควรยกหัวสัตว์ให้สูงกว่าส่วนตัวโดยอย่าให้มีอะไรไปกดส่วน  หัว,  คอ  และ  หลัง  เคลื่อนย้ายสัตว์ด้วยความระมัดระวังและต้องระวังสัตว์กัดด้วย
     Heat Stroke  (ลมแดด)  โรคลมแดดเป็นอาการที่ทำให้ตาย  และเป็นกรณีฉุกเฉินมาก  สัตว์เลี้ยงของท่านจะมีไข้สูงมาก  ทำให้หอบและหมดสติ  ทราบได้โดยการวัดไข้ทางทวารหนัก  อุณหภูมิปกติอยู่ระหว่าง  100.5-102.5  องศาฟาเรนไฮต์    แต่ถ้าสัตว์มีอุณหภูมิสูงถึง  105  องศาฟาเรนไฮต์ให้รีบนำส่งสัตวแพทย์  ให้สัตว์อยู่ในที่เย็นหรือรีบอาบน้ำสัตว์  ให้ดื่มน้ำเย็นเพื่อระบายความร้อน
     Highrise Syndrome  (ตกจากที่สูง)  ชีวิตในเมืองที่ต้องอาศัยอยู่ตามคอนโดมิเนียมหรือตึกสูง ๆ  สัตว์เลี้ยงอาจไปที่ระเบียงหรือหน้าต่าง  ทำให้พบได้บ่อยว่าสัตว์เลี้ยงของท่านตกจากตึกและเกิดอาการบาดเจ็บ  ถ้าพบว่าสัตว์เลี้ยงของท่านตกจากตึกให้ใช้ผ้าห่มหนา ๆ ห่อตัวสัตว์ไว้แล้วรีบพาไปพบสัตวแพทย์  แมวจะมีโอกาสรอดชีวิตได้มากกว่าสุนัข  เคยพบว่าแมวตกจากตึกสูงถึง  32  ชั้นแล้วรอดชีวิต  แต่สุนัขแค่หกชั้นก็ไม่พบว่ามีรอดสักราย
     Hit by Car  (รถชน)  ในกรณีที่สงสัยว่าสัตว์เลี้ยงถูกรถชนให้รีบพาไปให้สัตวแพทย์ตรวจเร็วที่สุด  และควรตรวจดูการหายใจของสัตว์  อาจจะต้องช่วยหายใจในกรณีที่จำเป็น  พยายามปลอบให้สัตว์เลี้ยงหายตื่นกลัว  ถ้ามีแผลที่หน้าอกให้ใช้ผ้าสะอาดพันห่อตัวไว้  และถ้าเลือดออกให้กดบาดแผลไว้ให้เลือดหยุด  ในกรณีที่มีกระดูกหักร่วมด้วยต้องเคลื่อนย้ายด้วยความระมัดระวัง  เนื่องจากสัตว์จะเจ็บมากกว่าปกติและอาจทำร้ายเจ้าของหรือผู้ช่วยในการเคลื่อนย้าย  ในกรณีเช่นนี้ให้มัดปากหรือใส่ขลุมปากก่อน
     Hot Spot  (ผิวหนังอักเสบจากแบคทีเรีย)  ผิวหนังอักเสบแบบนี้พบได้บ่อยในสุนัขโดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนชื้น  สัตว์จะแสดงอาการคันและปวดแสบปวดร้อนอย่างมาก  แสดงให้เห็นโดยจะกัดทึ้งหรือเลียบริเวณผิวหนังที่อักเสบบ่อย ๆ ซึ่งยิ่งทำให้แผลลุกลามไปอย่างรวดเร็ว  ถ้าแผลยังมีขนาดเล็กให้ขลิบขนบริเวณนั้นจนเห็นขอบแผลชัดเจน  แล้วล้างแผลด้วยไฮโดรเจนเปอร์อ๊อกไซด์แล้วทาด้วยยาใส่แผลสด  ให้ทำแผลทุกวันจนกว่าแผลจะหายสนิท  ถ้าแผลลุกลามไปมากให้พาสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์  ซึ่งต้องมีการให้ยาปฏิชีวนะและยาระงับอาการคัน  อากาศที่ร้อนชื้นและหมัดมักเป็นสาเหตุหลักของการเกิดผิวหนังอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย  ถ้าสัตว์แทะแผลมากให้ใส่ปลอกคอกันกัดแผลไว้
     Impalement (แผลถูกแทง)  การถูกของแหลมแทงมีได้จากหลายสาเหตุ  เช่น  ถูกลูกดอก,  ลูกธนู,  รั้วเหล็กแหลมหรือรั้วไม้  ฯลฯ  ซึ่งบาดแผลถึงจะไม่ใหญ่แต่บางครั้งอันตรายมากทีเดียว  และถ้าเอาออกอย่างไม่ถูกวิธีอาจทำให้เลือดตกในและตายได้  ถ้าสัตว์เลี้ยงถูกของแหลมทิ่มแทงให้พันตัวสัตว์ด้วยผ้าสะอาดหนาๆ  แล้วส่งต่อให้สัตวแพทย์  โดยพยายามอย่าให้วัตถุที่ทิ่มแทงขยับเขยื้อนมาก ๆ และอย่าให้สัตว์แทะเลียบริเวณที่เป็นบาดแผล
     Intestinal Parasites  (พยาธิ์ในลำไส้) สัตว์เลี้ยงของท่านมีพยาธิ์ในลำไส้หลายชนิด จึงควรถ่ายพยาธิ์เป็นประจำ  หรือถ้าสงสัยว่าสัตว์เลี้ยงมีพยาธิ์ให้นำสัตว์เลี้ยงไปตรวจอุจจาระหรือนำอุจจาระที่เพิ่งถ่ายออกมาใหม่ๆไปให้สัตวแพทย์ตรวจ  ไข่พยาธิ์บางชนิดสามารถอยู่ในสภาพแวดล้อมภายนอกได้เป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือน  เพื่อรอเวลากลับเข้าตัวสัตว์ใหม่  ที่ที่ไข่และตัวอ่อนพยาธิ์ชอบอยู่  เช่น  ที่สาธารณะอย่างสวนสาธารณะ,  สนามหญ้าในบ้าน,  พื้นที่ส่วนกลางของหมู่บ้าน ฯลฯ  เป็นต้น  ถ้าสัตว์เลี้ยงไม่ได้รับการถ่ายพยาธิ์เลยจำนวนพยาธิ์อาจจะเพิ่มมากจนสัตว์ป่วยหนักและตาย  อาการที่พบอาจเห็น  อาเจียน,  ท้องเสีย,  อ่อนเพลีย,  ผอมลง,  และ  โลหิตจาง

อักษร  L – O
     Laceration  (ผิวหนังฉีกขาด) บากแผลแบบนี้มักเกิดเนื่องจากอุบัติเหตุ  ถ้าเลือดออกมากให้กดแผลห้ามเลือดด้วยผ้าสะอาด  แต่ต้องระวังสัตว์กัดเพราะตกใจและเจ็บ  การกดแผลจะช่วยห้ามเลือดถ้าเส้นเลือดไม่ใหญ่มาก  เส้นเลือดใหญ่ต้องอาศัยการเย็บห้ามเลือดโดยสัตวแพทย์  อาจล้างแผลที่สกปรกมากด้วยน้ำก่อนนำส่งสัตวแพทย์  และควรปิดบาดแผลด้วยผ้าสะอาดและอย่าให้สัตว์เลียแผล  บาดแผลแบบนี้มักต้องเย็บแผลและให้ยาปฏิชีวนะ
     Lameness/Limping  (เจ็บขา)  สาเหตุมีมากมายอาจเป็นเพียงแค่เจ็บขาเล็กน้อยไปจนถึงกระดูกหัก  ทางที่ดีพาไปพบสัตวแพทย์โดยเฉพาะในรายที่เป็น ๆ หาย ๆ   สัตว์ที่เจ็บขาไม่ควรปล่อยอิสระ  ควรใส่สายจูงทุกครั้งที่พาสุนัขออกไปอุจจาระหรือปัสสาวะ  อย่าให้ยาแก้ปวดเองโดยไม่ปรึกษาสัตวแพทย์  เพราะยาแก้ปวดของคนส่วนใหญ่เป็นพิษกับสัตว์เลี้ยง
     Loss of Balance and Staggering  (เสียการทรงตัวหรือเดินโซเซ)   การเดินโซเซและเสียการทรงตัวมีสาเหตุหลายอย่างตั้งแต่โรคของหูส่วนในจนถึงการโดนสารพิษ  ถ้าพบพยายามให้สัตว์อยู่นิ่งๆ และห่างจากที่อาจก่อให้เกิดอันตราย  เช่น  บันได,  สระว่ายน้ำ,  บ่อน้ำ  และ  ของมีคม  ควรพาสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์โดยเร็ว
     Low BodyTemperature (อุณหภูมิต่ำ)  เป็นอาการที่แสดงถึงภาวะการป่วย ในลูกสัตว์ที่เพิ่งคลอดถ้าป่วยอุณหภูมิอาจจะต่ำกว่าปกติ  ในกรณีเช่นนี้ควรแยกลูกสัตว์ตัวนั้นมาให้ความอบอุ่นและคอยวัดอุณหภูมิของร่างกายทางทวารหนัก  และรีบพาไปพบสัตวแพทย์  โดยเฉพาะในรายที่อุณหภูมิต่ำกว่า  98  องศาฟาเรนไฮต์
     Mammary Gland Swelling (เต้านมขยายใหญ่)   มีหลายสาเหตุการรักษามักรักษาตามสาเหตุของโรค  บางรายอาจหายเองโดยไม่ต้องรักษา  ในแม่สัตว์ที่กำลังให้นมลูกต้องหยุดการให้นม ลดความเครียดและเจ็บปวดด้วยการประคบร้อนหรือประคบเย็นบริเวณเต้านมที่บวม หาสาเหตุการบวมว่ามาจากการติดเชื้อหรือไม่  ซึ่งควรพาสัตว์ไปพบสัตวแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
     Opened Wound  (บาดแผลจากของมีคม)  ควรพาสัตว์เลี้ยงไปให้สัตวแพทย์ทำการเย็บแผล  โดยเฉพาะในรายที่บาดแผลใหญ่ การดูแลเบื้องต้นโดยการกดบาดแผลด้วยผ้าสะอาดเพื่อห้ามเลือด ล้างแผลด้วยน้ำอุ่นก่อนพาไปพบสัตว แพทย์
     Oral Foreign Body  (สิ่งแปลกปลอมในปาก)  สัตว์เลี้ยงที่มีของแปลกปลอมในปากมักแสดงอาการให้เห็น  โดยเอาปากไปถูกับพื้นหรือเอาเท้าเกาปากเพื่อพยายามเอาสิ่งแปลกปลอมออก  บางรายอาจมีอาการหายใจลำบากร่วมด้วย  ให้รีบพาสัตว์ไปหาสัตวแพทย์โดยด่วน  ในรายที่สัตว์กลืนสิ่งของแล้วไปอุดตันหลอดลมหรือทางเดินหายใจต้องรีบช่วยอย่างเร่งด่วนเพื่อแก้อาการหายใจไม่ออก  โดยให้ใช้ท่อนแขนโอบรอบเอวสัตว์แล้วกำหมัดกดที่หลังซี่โครงซี่สุดท้ายเร็ว ๆ และแรง  5  ครั้ง  สิ่งของที่อุดตันช่องปากอยู่อาจหลุดออกมา  ให้รีบเอาออกจากปาก
    
อักษร  P – R
     Pad Injuries  (บาดเจ็บที่ฝ่าเท้า)   ถ้าเป็นเล็กน้อยให้ล้างแผลและใส่ยาบาดแผลสดตามปกติ  และระวังอย่าให้สัตว์เลียแผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อ  ในรายที่เป็นมากคงต้องให้เป็นหน้าที่ของสัตวแพทย์
     Poisons (ถูกสารพิษ)    ถ้าสัตว์กินสารพิษเข้าไปให้ดูข้างขวด  ซึ่งมักมีการบอกวิธีแก้เบื้องต้น  ให้รีบปรึกษาสัตวแพทย์  ซึ่งส่วนมากสัตวแพทย์มักแนะนำให้ทำให้สัตว์อาเจียนก่อนพามาพบสัตวแพทย์และควรนำขวดสารพิษที่สัตว์กินมาให้ดูด้วยทุกครั้ง สารพิษบางอย่างระคายเคืองมากไม่ควรทำให้อาเจียนเพราะอาจหลุดเข้าทางเดินหายใจซึ่งจะทำให้อันตรายมากขึ้น 
     ในการทำให้สัตว์อาเจียนให้ใช้  ไฮโดรเจนเปอร์อ๊อกไซด์  3%  โดยใช้ขนาด  1  ช้อนชาต่อน้ำหนักตัวสัตว์  4.5  กก.  โดย  1  ช้อนชาเท่ากับ  5  ซีซี.  หรือ  5  มล.  เมื่อป้อนแล้วให้ปล่อยให้สัตว์เดินและเขย่าบริเวณท้องสัตว์  เพื่อให้ไฮโดรเจนเปอร์อ๊อกไซด์ผสมกับอาหารในกระเพาะ  สัตว์มักอาเจียนภายหลังการกินไปแล้ว  15 – 20  นาที  ถ้าไม่อาเจียนให้ให้ซ้ำอีกครั้งในขนาดเดิม  ถ้ายังไม่อาเจียนไม่ควรให้ซ้ำครั้งที่  3  ควรรีบพาสัตว์ไปพบสัตวแพทย์
     ถ้าสัตว์โดนสารพิษเพียงภายนอกร่างกายให้รีบล้างทำความสะอาดบริเวณที่เปื้อนด้วยน้ำและสบู่  เพื่อป้องกันสารพิษซึมเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังหรือจากการที่สัตว์เลียแล้วรีบนำสัตว์ไปพบสัตวแพทย์
     Post Surgery Problems (ปัญหาหลังการผ่าตัด)  ส่วนมากการผ่าตัดมักไม่มีปัญหาแทรกซ้อนตามมา  และแผลของสัตว์มักหายเร็วกว่าคน  แต่ในบางครั้งแผลผ่าตัดก็มีอาการแทรกซ้อนตามมาได้  ซึ่งบางทีก็ไม่ได้เกิดเนื่องจากการผ่าตัด  เช่น
     เลียแผล (Licking)  การกัดหรือเกาแผล  เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุดภายหลังการผ่าตัด  วิธีแก้ที่ดีคือการให้สัตว์ใส่ปลอกคอกันเลียแผล  มักทำด้วยพลาสติกอ่อนและใช้ปลอกคอเป็นตัวช่วยยึด  ปลอกคอกันเลียที่ใส่จะเปิดด้านหน้าสัตว์  ซึ่งทำให้สัตว์สามารถดื่มน้ำและกินอาหารได้  ถ้าแผลผ่าตัดอยู่ที่บริเวณอกหรือท้องอาจใช้เสื้อยืดสวมทับอีกทีหนึ่ง
     แผลบวม (Incisional Swelling) แผลผ่าตัดปกติจะมีอาการบวมเล็กน้อยเนื่องจากอาจมีเลือดหรือของเหลวไปคั่ง  หรือเกิดเนื่องจากพังผืดที่เกี่ยวกับการหายของแผล  ถ้ามีอาการบวมมากให้พาไปพบสัตวแพทย์ที่ทำการผ่าตัด  เพื่อดูว่าเป็นการบวมเนื่องจากสาเหตุใด
     มีของเหลวไหลออกจากแผล (IncisionDischarge) ในช่วงสองสามวันภายหลังการผ่าตัดตามปกติอาจมีน้ำเลือดจาง ๆ หรือน้ำเหลืองไหลซึมออกจากบาดแผลได้  แต่หากไหลมากจนหยดเปื้อนพื้นตลอดเวลาให้ปรึกษาสัตวแพทย์ที่ทำการผ่าตัด  ภายหลังผ่าตัดไปแล้ว  2  วันไม่ควรมีของเหลวไหลออกมาจากแผลอีก  ถ้ามีเลือดไหลออกจากแผลให้กดแผลด้วยผ้าสะอาดถ้าเลือดไม่หยุดไหลให้รีบพาไปพบสัตวแพทย์
     ไหมหลุด  (Missing Suture)   ถ้าแผลที่เย็บไว้ไม่ปริออกจากกัน  ไม่มีอาการบวมหรืออักเสบ  และไม่มีน้ำไหลออกจากบาดแผล  สัตวแพทย์มักไม่ทำการเย็บแผลให้ใหม่  แต่ถ้าแผลปริออกจากกันสัตวแพทย์จึงจะทำการเย็บแผลให้ใหม่
     มีเนื้อเยื่อโผล่ออกจากแผล  (Tissue Protruding from Incision)    ถ้าพบให้รีบพาไปพบสัตวแพทย์ที่ทำการผ่าตัดโดยเร็วที่สุด  และควรปิดปากแผลด้วยผ้าสะอาด  เพราะเป็นกรณีที่แผลแตกต้องทำการเย็บใหม่โดยด่วน
     Prolapse  (ดากทะลักหรือมดลูกทะลัก) คือการที่ลำไส้ส่วนปลายหรือส่วนของผนังช่องคลอดหรือมดลูกโผล่ออกมาภายนอก  ถ้าพบสัตว์เลี้ยงเป็นให้ใช้น้ำสุกหรือน้ำกลั่นล้าง  แล้วใช้ผ้าชุบน้ำสุกหรือน้ำกลั่นปิดไว้แล้วพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อทำการเย็บกลับคืนที่เดิม  อย่าพยายามดันกลับคืนหรือปล่อยให้สัตว์เลียหรือทึ้งอวัยวะที่โผล่ออกมา
     Puncture  (ถูกแทงหรือมีของตำ)   ให้ดูว่ามีเลือดออกหรือไม่  ถ้ามีเลือดออกมากให้กดแผลเพื่อห้ามเลือดแล้วรีบพาไปหาสัตวแพทย์
     Reverse Sneezing  (จามย้อนกลับ)   อาการจะคล้ายกับสำลักหรือสะอื้น  เจ้าของสัตว์มักเข้าใจว่าสัตว์หายใจไม่ออก  แต่อาการแบบนี้ไม่เป็นอันตรายใด ๆ กับสัตว์  อาการจะหายไปเองเมื่อสัตว์ได้รับการกระตุ้นให้กลืนโดยการนวดบริเวณคอหรือหยิกจมูกเบา ๆ

อักษร  S
     Seizure or convulsion  (ชัก)  สัตว์เลี้ยงของท่านมีอาการชักได้ทุกอายุ  เนื่องจากสาเหตุของการชักมีมากมาย  เช่น  เป็นโรคลมชัก,  มีอาการบาดเจ็บทางสมอง,  เนื้องอก,  โรคทางสมอง  หรือโดนสารพิษ  การดูแลเหมือนกันหมดทุกกรณีไม่ว่าจะเกิดเนื่องจากสาเหตุใดก็ตาม
     ระหว่างการชัก  เจ้าของสัตว์ไม่ควรตกใจเพราะสัตว์ไม่รู้สึกตัวระหว่างการชักและไม่ได้เจ็บปวด  สัตว์อาจมีอาการเหมือนหยุดหายใจ  ให้กันสัตว์เลี้ยงให้ห่างจากสิ่งที่อาจเกิดอันตราย  เคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์ให้ห่างตัวสัตว์  ไม่ควรให้สัตว์อยู่ใกล้แหล่งน้ำ  เช่น  สระหรือบ่อ,  บันได,  หรือของแหลมคม  ถ้าเป็นไปได้ให้วางหมอนรองหัวไว้เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่ศีรษะ  ไม่ควรเอามือใส่ปากสัตว์เพราะจะถูกกัด  ไม่ควรเอาช้อนค้ำปากสัตว์  และกันเด็กให้ออกห่างสัตว์ที่ชัก  เจ้าของสัตว์ควรอยู่กับสัตว์ตลอดเวลา  นวดและปลอบจนกว่าสัตว์จะหยุดอาการชัก  และจับระยะเวลาการชัก  จากนั้นนำสัตว์ไปพบสัตวแพทย์ทันที
     หลังจากชักแล้วกันสัตว์ให้ห่างจากบันไดจนกว่าจะแน่ใจว่าสัตว์กลับสู่ภาวะปกติแล้ว  จึงให้ดื่มน้ำถ้าสัตว์ต้องการ  เจ้าของควรเตรียมตัวไว้เพราะภายหลังการชักสัตว์อาจจะร้องหรือหอน  ภายหลังการชักสัตว์จะอยู่ในภาวะสับสน  ให้พูดกับสัตว์เลี้ยงด้วยเสียงนุ่มนวล  ถ้าสัตว์ไม่หยุดการชักภายใน  5  นาทีให้รีบส่งสัตวแพทย์ 
     Severe Mats  (สังกะตัง)   ขนพันกันเป็นก้อนมักจะเกาะแน่นกับผิวหนัง  การสางออกเป็นไปได้ยากและต้องระมัดระวังอย่างมาก  เนื่องจากท่านอาจตัดผิวหนังสัตว์โดยบังเอิญระหว่างการตัดหรือสางขน  วิธีที่ดีให้ใช้หวีสอดเข้าระหว่างก้อนขนและผิวหนังแล้วจึงตัดด้านขนอย่าตัดทางด้านผิวหนัง  ถ้าเห็นว่าหนักหาสาหัสเกินกว่าจะทำได้ด้วยตนเองให้พาไปให้ช่างตัดขนสัตว์จัดการจะดีกว่า
     Shock  (ช๊อก)   สัตว์ที่บาดเจ็บหรือป่วยอาจเกิดอาการช๊อกได้  แต่ส่วนมากมักเกิดเนื่องจากการประสบอุบัติเหตุ  ต้องสังเกตอาการว่าสัตว์หายใจหรือไม่  ถ้าหยุดหายใจให้ช่วยด้วยการผายปอด  จัดให้สัตว์อยู่ในที่สงบ  ถ้ามีบาดแผลให้ปิดด้วยผ้าสะอาด  ห้ามเลือดแล้วรีบนำส่งสัตวแพทย์
     Smoke Inhalation  (สำลักควัน)   ให้พาสัตว์ออกให้ห่างจากบริเวณที่ไฟไหม้เร็วที่สุด  แต่อย่าถึงกับเสี่ยงชีวิตเจ้าของสัตว์เองเพื่อช่วยชีวิตสัตว์ ถ้ามีออกซิเจนให้จัดการให้ออกซิเจนกับสัตว์เพื่อลดปริมาณคาร์บอนมอน๊อกไซด์แล้วรีบส่งโรงพยาบาลสัตว์โดยด่วน
     Snake Bite  (งูกัด)  เมื่อสัตว์เลี้ยงถูกงูกัดให้รีบพาไปหาสัตวแพทย์โดยด่วนพร้อมทั้งซากงู  และพยายามให้สัตว์เคลื่อนไหวให้น้อยที่สุดเพื่อป้องกันการแพร่ของพิษงู
     Sprain  (เจ็บขา)    สาเหตุของการเจ็บขามีมาก  อาการมีตั้งแต่เจ็บเล็กน้อยไปจนถึงกระดูกหัก  วิธีที่ดีที่สุดคือพาไปหาสัตวแพทย์เพื่อหาสาเหตุของการเจ็บขา  และควรพักไม่ให้สัตว์เลี้ยงวิ่งหรือเดินโดยไม่ใส่สายจูง  ควรประคบเย็นคราวละ  5 – 10  นาทีทุก  6 – 8  ชั่วโมง  ในวันแรก  ไม่ควรให้ยาแก้ปวดเอง  เนื่องจากเป็นพิษกับสัตว์เลี้ยง
     Sprayed by Mace or Pepper Spray  (โดนสเปรย์ที่ทำให้ระคายเคืองหรือสเปรย์พริกไทย)    ถ้าสัตว์เลี้ยงถูกสเปรย์หรือสารที่ทำให้เกิดอาการระคายเคือง  เช่น  ผิวส้ม  ให้รีบล้างน้ำบริเวณที่โดนด้วยน้ำมากๆ   เพื่อลดอาการระคายเคืองและความเจ็บปวด  ถ้าสัตว์ยังมีอาการระคายเคืองให้รีบพาไปพบสัตวแพทย์  โดยเฉพาะเคืองตามากๆ   บางรายอาจถึงขั้นตาบอด
     String or Tinsel  (ถูกลวดโลหะ,  ด้าย,  เชือก)    ถ้าเห็นสิ่งที่มีลักษณะเป็นเส้นคล้ายเชือกหรือด้ายออกมาจากปากหรือก้นสัตว์เลี้ยง  อย่าพยายามดึงออก  ให้รีบพาสัตว์เลี้ยงไปหาสัตวแพทย์  ซึ่งมักต้องอาศัยการผ่าตัดเพื่อเอาออก

อักษร  S – U
    Stupor (อาการหมดสติหรือกึ่งหมดสติ)  ถ้าพบสัตว์เลี้ยงอยู่ในภาวะกึ่งหมดสติหรือมึนงง ให้พาสัตว์ไปไว้ในที่ปลอด ภัยและพยายามให้นอนตะแคงข้าง  ถ้าเกิดเนื่องจากอุบัติเหตุให้สัตว์นอนบนกระดานแล้วพันด้วนผ้าก่อนการเคลื่อนย้าย  ถ้าเกิดจากสารพิษให้พยายามหาภาชนะบรรจุไปด้วย  ก่อนพาสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์
   Sunburn  (แดดเผา)  ถ้าสัตว์เลี้ยงถูกแดดเผาให้ประคบเย็นบริเวณที่ถูกแดดเผา  ถ้าสัตว์เจ็บมากให้ดูว่ามีแผลแตกหรือพุพองหรือไม่  ให้ทำแผลทุกวันและทายา
    Swelling or Allergic Reaction  (บวม หรือ  แพ้)   อาการแพ้อาจเป็นเพียงเล็กน้อยหรือรุนแรง  และไม่สามารถทำนายล่วงหน้าได้  ถ้าพบว่าสัตว์แพ้ให้สังเกตดูว่าสัตว์มีอาการช๊อกหรือไม่  หายใจลำบากหรือเปล่า  ถ้าเห็นสิ่งที่สัตว์แพ้  เช่น  เหล็กไนตัวต่อ  ให้เอาออก  พาไปพบสัตวแพทย์เพื่อรับยาแก้แพ้
     Ticks (เห็บ)   มักไม่ใช่กรณีฉุกเฉิน  พยายามจับเห็บออกให้หมด  เห็บที่เก็บออกมาไม่ควรบี้หรือบีบเพราะจะยิ่งทำให้ไข่เห็บกระจายออกมามาก  ให้แช่เห็บในน้ำยาฆ่าเห็บ  ถ้ามีเห็บในปริมาณมากต้องรีบกำจัดออกให้หมดเพราะเห็บนำโรคมาให้สัตว์เลี้ยง  โดยเฉพาะพยาธิ์เม็ดเลือด  การกำจัดเห็บให้ปรึกษาสัตวแพทย์ประจำของท่าน
     Toad Venom Toxicity  (พิษคางคก)   เราพบคางคกได้ทั่วไปตามสนามหญ้าในบ้านและนอกบ้าน  และสัตว์เลี้ยงชอบที่จะไปเล่นกับคางคกด้วยความอยากรู้อยากเห็น  บางครั้งกัดคางคกทำให้เกิดอาการน้ำลายยืด  แต่บางครั้งถ้าแพ้มากลิ้นอาจจะบวมคับปากกรณีหลังนี้ต้องรีบพาไปพบสัตวแพทย์ ถ้าสัตว์เลี้ยงของท่านโดนพิษคางคกให้รีบล้างปากและลิ้นด้วยน้ำมากๆ เพื่อล้างพิษออก
     Tooth Problem  (ปัญหาเดี่ยวกับฟัน)    ควรรีบพาไปหาสัตวแพทย์  เพื่อขูดหินปูนและจัดการกับฟันที่เป็นปัญหาตามสาเหตุและสภาพฟัน
     Torn or Bleeding Nails  (เล็บหลุดหรือฉีกหรือเลือดออก)  เล็บฉีกเป็นกรณีที่เจ็บมาก  และควรระวังสัตว์เลี้ยงกัดเพราะความเจ็บถ้าท่านไปยุ่งเกี่ยวกับเล็บ ขั้นแรกเลยท่านเจ้าของต้องพยายามห้ามเลือดโดยใช้ยาห้ามเลือด  ถ้าไม่มีให้ลองใช้แป้งข้าวโพด  ถ้าเลือดไม่หยุดควรพาไปให้สัตวแพทย์จัดการเนื่องจากเลือดออกที่เล็บหยุดยากมาก เล็บที่หลุดออกเกือบหมดเหลือติดอยู่เพียงนิดเดียวให้ลองดึงออกโดยดึงแรงๆ และเร็วๆเพื่อไม่ให้เจ็บมาก ถ้าไม่หลุดให้ใช้ที่ตัดเล็บสำหรับสัตว์ตัดออก ตรงปลายเล็บจะมีกระดูกอยู่ก่อนถึงตัวเล็บต้องระวังอย่าให้กระดูกส่วนนี้เสียหาย ควรพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อจัด การเอาเล็บออก  เมื่อเอาเล็บออกแล้วควรล้างเล็บด้วยน้ำอุ่นเพื่อล้างเอาสิ่งสกปรกออกโดยเฉพาะตรงซอกเล็บ  แล้วพันด้วยผ้าพันแผลไว้เพื่อป้องกันเลือดออก  ระวังอย่าพันแน่นเกินไปเพราะจะทำให้เกิดเนื้อตายเนื่องจากขาดเลือด  พันขาไว้สักประมาณ  12 24  ชั่วโมงก็ให้เอาผ้าพันแผลออก  ทาแผลด้วยยาปฏิชีวนะแล้วรอให้เล็บใหม่งอกมาแทนที่
     Trouble Breathing  (ปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ)  สัตว์ที่หายใจลำบากเป็นกรณีฉุกเฉินที่ต้องรีบนำสัตว์ส่งโรงพยาบาล  ควรบอกรายละเอียดของประวัติกับสัตวแพทย์อย่างละเอียด  เช่น  กินอาหารได้ปกติหรือไม่,  เหนื่อยง่ายหรือไม่,  หายใจลำบากมากหรือไม่,  มีอาการไอ  ฯลฯ  ถ้ามียาที่ใช้ให้นำไปให้สัตวแพทย์ดูด้วยว่าเป็นยาอะไร 
     Trouble Urinating  (ปัญหาเกี่ยวกับการปัสสาวะ)  การปัสสาวะจะทำให้สัตว์มีสุขภาพปกติ  ปัสสาวะมีส่วนประกอบหลายอย่างที่ไตกรองออกมา  ซึ่งเป็นของเสียที่ร่างกายต้องการกำจัดออก  ถ้าไม่มีปัสสาวะของเสียจะสะสมในเลือดเป็นสาเหตุของการป่วย  เจ้าของสัตว์ต้องสังเกตอาการว่าสัตว์เลี้ยงของท่าน  กินอาหารปกติหรือไม่,  ปริมาณปัสสาวะที่ออกมาในแต่ละวันว่ามากหรือน้อยหรือปกติ,ร่าเริงเป็นปกติหรือซึมหรืออ่อนเพลีย ฯลฯ  ถ้าสัตว์ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะลำบากให้รีบพาสัตว์ไปพบสัตวแพทย์โดยด่วนเพื่อหาสาเหตุ
     Undesired Mating  (ผสมกันโดยไม่ตั้งใจ)  การผสมพันธุ์กันเองโดยไม่เป็นที่พึงประสงค์ของเจ้าของ  เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่พบได้บ่อยมาก การใช้ยาเพื่อป้องกันการผสมติดมีหลายชนิด  ซึ่งแต่ละชนิดก่อให้เกิดอาการข้างเคียงค่อนข้างมาก และไม่มียาชนิดใดที่ได้ผลสำหรับการป้องกันการผสมติดในทุกรณี ทางที่ดีถ้าไม่ต้องการให้สัตว์มีลูกพาสัตว์เลี้ยงของท่านไปทำหมันเสียจะดีกว่า

อักษร  V – Z
     Vaginal Discharge  (มีของเหลวออกมาจากอวัยวะเพศ) ให้สังเกตว่าของเหลวนั้นเป็นหนองหรือเลือด  พาสัตว์เลี้ยงของท่านไปพบสัตวแพทย์เพื่อวินิจฉัยว่าสาเหตุมาจากอะไร สัตว์ที่ไม่ได้ทำหมันอาจเป็นสัดและมีเลือดออกมาทาง อวัยวะเพศและมีการบวมของอวัยวะเพศ  แต่ถ้าเป็นหนองก็มักเป็นอาการของช่องคลอดอักเสบหรือมดลูกอักเสบ  หรือถ้าทำหมันแล้วยังมีเลือดออกมาทางอวัยวะเพศต้องตรวจหาสาเหตุ
     Vomiting and Diarrhea  (อาเจียน และ ท้องเดิน)   ถ้าสัตว์อาเจียนและท้องเดินให้งดอาหาร  3 – 4  ชั่วโมง   เมื่อเห็นว่าสัตว์หยุดอาเจียนและท้องเดินแล้วให้ลองให้น้ำเล็กน้อยสัก  2  ช้อนชาทุก  20  นาทีจนกระทั่งสัตว์ไม่แสดงอาการขาดน้ำ  จึงค่อยให้อาหารอ่อน ๆ เช่น  อาหารปั่นละเอียด  เช่น  โจ๊กหรือข้าวต้มเปล่า ๆ ก่อน  โดยให้ในปริมาณเล็กน้อย  ถ้าไม่มีอาเจียนจึงค่อยให้หมูหรือไก่บดต้มจนเปื่อยหรือตุ๋นจนนิ่มแล้วเพื่อเป็นแหล่งโปรตีน  ถ้าสัตว์กินได้ประมาณ  2 – 3  วันค่อยกลับไปให้อาหารตามปกติ  ถ้าสัตว์ไม่มีอาการดีขึ้นภายใน  24  ชั่วโมงหลังแสดงอาการควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์

Dr. Debra Primovic


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com